วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ในความคิดของข้าพเจ้า

เมื่อคนเราลืมตาดูโลก เรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเราเริ่มเจริญเติบโตขึ้น เริ่มรู้จักอะไรมากขึ้น และเมื่อโตขึ้นมากกว่าเดิม ก็จะเริ่มทำในสิ่งที่ตนปรารถนาในด้านต่าง ๆ ซึ่งจุดมุ่งหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ นั้นก็คือการทำเพื่อตนเอง โดยจะคิดถึงผู้อื่นเป็นอันดับรองลงมา ซึ่งเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งในโลก
คนเรานั้น ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง ทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกันเป็น ศูนย์ ความหมายเดียวกันคือ ปราศจากทุกสิ่ง และจะเริ่มต้นเดินทางเข้าสู่จุดหมายของชีวิตของตนเอง เริ่มจากการแสวงหาวิชาติดตัว ซึ่งวิชานี้จะเป็นเครื่องมือพาเราไปสู่จุดหมายได้ ซึ่งเทียบได้กับการจะข้ามแม่น้ำสายใหญ่ จะข้ามได้จะต้องมีเรือพาข้าม แต่ถ้าคิดว่าไม่ต้องใช้เรือก็ได้ เพราะสามารถว่ายน้ำไปเองได้ เราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะเป็นตระคริวยามใด เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีวิชาติดตัว ในการที่จะไปถึงที่หมายปลายทางนั้นคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการแสวงหาวิชาจึงเป็นเรื่องสำคัญ
มีผู้กล่าวว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน จะตกฐานถิ่นใดก็ไม่แคลน” การแสวงหาวิชาความรู้ ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนหนังสือในห้องเรียนเท่านั้น การแสวงหาวิชาความรู้ยังหมายรวมไปถึงการกระทำ ปฏิบัติ หรือสอบถามผู้รู้เพื่อเป็นบทชี้นำในการดำเนินชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมายอีกอย่างหนึ่ง
จากสิ่งดังกล่าวจะเห็นว่าวิชาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมากจนทำให้หลาย ๆ คนคิดว่าชีวิตจะขาดความรู้ไม่ได้เลย แต่ตรงกันข้าม สิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ไม่น้อยไปกว่าความรู้หรืออาจมากกว่าความรู้เป็นหลายเท่า สิ่งนั้นคือ “ความดี” เพราะความรู้อย่างเดียวที่ไม่มีความดีกำกับอาจนำมาซี่งหายนะในการนำความรู้ไปใช้ในสิ่งที่ผิด ซึ่งความรู้ควรมาคู่กับความดีซึ่งนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเมตตาคู่กับกรุณาแล้ว วิชาต้องมาพร้อมกับความดี
ความดี เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่สามารถทำให้มันเกิดเป็นตัวตนได้ และไม่ใช่เป็นของคู่คน แต่สามารถทำให้เป็นของคู่คนได้ ความดีไม่เคยมีใครเคยเห็นรูปร่างของมัน แต่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นมาได้เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น แม้ในบางครั้งเราไม่ได้อะไรตอบแทน แต่สิ่งที่ตอบแทนคือความอิ่มเอิบใจ ดังนั้นความดีมีผลทางด้านจิตใจมากกว่าทางกาย
ความดีไม่ใช่ของคู่กาย แต่สามารถนำความดีมาเป็นของคู่กายได้ ความดีไม่มีวันตายแม้คนนั้นจะตายไปนานขนาดไหน จะเห็นว่าบุคคลสำคัญของโลกมากมายเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ ไอน์สไตน์ คานธี ฯลฯ แม้จะตายไปแล้วแต่ชื่อเสียงก็ยังมีอยู่ถึงปัจจุบันและจะต่อไปถึงอนาคต ดังร้อยกรองบทหนึ่งว่า
พฤษภกาสร          อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์ เสน่งคง                สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย                     มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี                     ประดับไว้ในโลกา
                ดังนั้นสิ่งที่วัดค่าความเป็นคนคือความดี เป็นตัวกำหนดสิ่งที่อยู่และดำรงความเป็นคนของบุคคลที่อยู่ในสังคม การทำความดีแม้ใครไม่รู้แต่ใจเรารู้
                วิชาต้องอยู่คู่กับความดีเสมอ หากแยกจากกันผู้ที่มีวิชาอาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ คนเราจึงควรประกอบด้วยความดีเพื่อจะเป็นแนวทางในการนำวิชามาใช้ให้ถูกต้อง ผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า ความดีเหนือกว่าอิสริยยศตลอดกาล

บทความนี้เขียนเมื่อปี 2542 เป็นบทความที่นำเสนอมช.


1 ความคิดเห็น:

  1. อาจารย์เขียนร๊ายๆๆจิงๆๆจับใจมากคับ
    ผมเป็นอาจารย์คนตรวจนี่..ให้เต็มเลยคับ..ฮ่าๆๆๆๆ

    ตอบลบ