วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยุติ+ธรรม


ผมได้มีโอกาศดูหนังเรื่อง Ip Man ซึ่งกล่าวถึงชีวประวัติของคนคนหนึ่งซึ่งมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์คือ ยิปมัน โดยบุคคลผู้นี้เป็นปรมาจารย์มวยกังฟูแบบหย่งชุน หลายคนสงสัยว่าเขาคือใคร แต่ถ้าเอ่ยชื่อของ บรูซ ลี ดาราจีนที่โด่งดังระดับฮอลลีวู๊ด เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องรู้จักอย่างแน่นอน ซึ่งยิปมันคนนี้แหละที่เป็นอาจารย์ของ บรูซ ลี    ที่ผมชอบเพราะมีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของจีนและนอกจากนั้นยังสอนเกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรมในสังคมด้วย
ยุติธรรม น่าจะมาจาก ยุติ+ธรรม แปลตามรูปศัพท์แล้ว
“ยุติ” หมายถึง หยุด
“ธรรม” หมายถึง สิ่งที่ปรากฏหรือสิ่งนั้นเป็นธรรมชาติ
 ดังนั้นโดยความหมายแล้ว คำว่า ยุติธรรม น่าจะหมายถึงการหยุดธรรมชาติ หรือฝืนธรรมชาติที่อยู่ในตัวตนแท้จริงของเรา กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ห้ามการปรากฏตัวตนที่แท้ของเรา หรือให้ชัดเจนลงไปอีกก็คือการยับยั้งสันดานดิบของเราที่มักแสดงออกทางสัญชาติญาณ
สันดานดิบของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าชนิดไหนก็ตามมักมีการเห็นแก่ตัว
แย่งกันกิน          แย่งกันหาแหล่งที่อยู่          แย่งกันหาคู่           แย่งกันซื้อของ     ฯลฯ
โดยเห็นประโยชน์ของตัวเอง ครอบครัวและพวกพ้องของตนเป็นหลัก โดยไม่สนใจว่าสิ่งที่ได้มานั้นจะถูกต้องหรือไม่อย่างไรขอเพียงแต่ให้ได้สิ่งที่ได้หวังก็พอใจ
ความยุติธรรมจึงหมายถึงการไปหยุดสัญชาติญาณที่แท้จริงของมนุษย์ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักของธรรมชาติเองในตัวที่ไม่มีความยุติธรรมอยู่แล้ว เพราะถูกข่มโดยสันดานดิบคือความเห็นแก่ตัวที่อยู่ในตัวของมนุษย์หรือสัตว์ต่าง ๆ เอง ซึ่งสอดคล้องเป็นอย่างดีกับกฏการคัดเลิอกตามธรรมชาติของนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่นามชาร์ล ดาร์วิน
แต่ทำไมมนุษย์จึงต้องเห็นค่าของความยุติธรรม ทั้งที่สิ่งนี้ขัดกับธรรมชาติที่แท้จริงที่อยู่ในตัวของเรา เหตุก็เพราะถ้าไม่มีความยุติธรรม สิ่งที่ตามมาก็คือความวุ่นวาย เพราะทุกคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัว แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมชั้นสูงที่ต้องอยู่พึ่งพาอาศัยกันดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดกฏเกณฑ์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น วิถีประชา จารีต หรือกฏหมาย สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ความยุติธรรมยังคงอยู่และเป็นตัวควบคุมสันดานดิบของมนุษย์ไม่ให้แสดงออกมาจนเกินขอบเขต
แม้เราจะบ่นว่าไม่ยุติธรรมในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การแข่งขันกีฬา เวลาทีมที่เราเชียร์แพ้เราก็จะบ่นว่ากรรมการไม่ยุติธรรม (แต่ถ้าบังเอิญทีมที่ตนเชียร์ชนะแม้จะโดนเอาเปรียบก็จะไม่บ่นสักคำ) เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเห็นแก่ตัวที่อยู่ในตัวเราว่าเราเสียประโยชน์ เราก็จะบ่นออกมา สิ่งนี้คือธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์
ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมจึงมีความสำคัญเพราะทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลสูงขึ้นและมีความเท่าเทียมกัน (แม้ในบางครั้งเราจะคิดว่าไม่เท่าเทียม แต่นั่นก็เป็นความเห็นแก่ตัวของเรา) ทำให้การดำรงชีวิตในสังคมนี้น่าอยู่และทำให้การเอารัดเอาเปรียบภายในสังคมลดลงถึงแม้มันจะไม่หมดไป แต่แค่กั้นความเห็นแก่ตัวให้ลดลงโลกก็น่าอยู่ขึ้น
“ผมไม่ได้บอกว่ามวยจีนจะเหนือกว่าศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่น แต่ผมเพียงอยากบอกว่า คนเราเกิดมาล้วนแตกต่าง ทำให้ทุกคนต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนมีเท่ากันและมีเหมือนกันนั่นคือทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน” ยิปมันกล่าวหลังจากเอาชนะนักมวยฝรั่งด้วยมวยจีน

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ในความคิดของข้าพเจ้า

เมื่อคนเราลืมตาดูโลก เรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเราเริ่มเจริญเติบโตขึ้น เริ่มรู้จักอะไรมากขึ้น และเมื่อโตขึ้นมากกว่าเดิม ก็จะเริ่มทำในสิ่งที่ตนปรารถนาในด้านต่าง ๆ ซึ่งจุดมุ่งหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ นั้นก็คือการทำเพื่อตนเอง โดยจะคิดถึงผู้อื่นเป็นอันดับรองลงมา ซึ่งเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งในโลก
คนเรานั้น ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง ทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกันเป็น ศูนย์ ความหมายเดียวกันคือ ปราศจากทุกสิ่ง และจะเริ่มต้นเดินทางเข้าสู่จุดหมายของชีวิตของตนเอง เริ่มจากการแสวงหาวิชาติดตัว ซึ่งวิชานี้จะเป็นเครื่องมือพาเราไปสู่จุดหมายได้ ซึ่งเทียบได้กับการจะข้ามแม่น้ำสายใหญ่ จะข้ามได้จะต้องมีเรือพาข้าม แต่ถ้าคิดว่าไม่ต้องใช้เรือก็ได้ เพราะสามารถว่ายน้ำไปเองได้ เราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะเป็นตระคริวยามใด เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีวิชาติดตัว ในการที่จะไปถึงที่หมายปลายทางนั้นคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการแสวงหาวิชาจึงเป็นเรื่องสำคัญ
มีผู้กล่าวว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน จะตกฐานถิ่นใดก็ไม่แคลน” การแสวงหาวิชาความรู้ ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนหนังสือในห้องเรียนเท่านั้น การแสวงหาวิชาความรู้ยังหมายรวมไปถึงการกระทำ ปฏิบัติ หรือสอบถามผู้รู้เพื่อเป็นบทชี้นำในการดำเนินชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมายอีกอย่างหนึ่ง
จากสิ่งดังกล่าวจะเห็นว่าวิชาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมากจนทำให้หลาย ๆ คนคิดว่าชีวิตจะขาดความรู้ไม่ได้เลย แต่ตรงกันข้าม สิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ไม่น้อยไปกว่าความรู้หรืออาจมากกว่าความรู้เป็นหลายเท่า สิ่งนั้นคือ “ความดี” เพราะความรู้อย่างเดียวที่ไม่มีความดีกำกับอาจนำมาซี่งหายนะในการนำความรู้ไปใช้ในสิ่งที่ผิด ซึ่งความรู้ควรมาคู่กับความดีซึ่งนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเมตตาคู่กับกรุณาแล้ว วิชาต้องมาพร้อมกับความดี
ความดี เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่สามารถทำให้มันเกิดเป็นตัวตนได้ และไม่ใช่เป็นของคู่คน แต่สามารถทำให้เป็นของคู่คนได้ ความดีไม่เคยมีใครเคยเห็นรูปร่างของมัน แต่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นมาได้เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น แม้ในบางครั้งเราไม่ได้อะไรตอบแทน แต่สิ่งที่ตอบแทนคือความอิ่มเอิบใจ ดังนั้นความดีมีผลทางด้านจิตใจมากกว่าทางกาย
ความดีไม่ใช่ของคู่กาย แต่สามารถนำความดีมาเป็นของคู่กายได้ ความดีไม่มีวันตายแม้คนนั้นจะตายไปนานขนาดไหน จะเห็นว่าบุคคลสำคัญของโลกมากมายเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ ไอน์สไตน์ คานธี ฯลฯ แม้จะตายไปแล้วแต่ชื่อเสียงก็ยังมีอยู่ถึงปัจจุบันและจะต่อไปถึงอนาคต ดังร้อยกรองบทหนึ่งว่า
พฤษภกาสร          อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์ เสน่งคง                สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย                     มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี                     ประดับไว้ในโลกา
                ดังนั้นสิ่งที่วัดค่าความเป็นคนคือความดี เป็นตัวกำหนดสิ่งที่อยู่และดำรงความเป็นคนของบุคคลที่อยู่ในสังคม การทำความดีแม้ใครไม่รู้แต่ใจเรารู้
                วิชาต้องอยู่คู่กับความดีเสมอ หากแยกจากกันผู้ที่มีวิชาอาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ คนเราจึงควรประกอบด้วยความดีเพื่อจะเป็นแนวทางในการนำวิชามาใช้ให้ถูกต้อง ผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า ความดีเหนือกว่าอิสริยยศตลอดกาล

บทความนี้เขียนเมื่อปี 2542 เป็นบทความที่นำเสนอมช.


วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยเรื่องของหนังสือ


ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ อาจจะเป็นเพราะว่าเหมือนว่าครอบครัวผมค่อนข้างจะหาเช้ากินค่ำพ่อแม่ต้องทำงานตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กทีวีที่บ้านก็ไม่มี กว่าจะหาอะไรดูนี่ยากมาก และยิ่งกว่านั้นแล้วตอนเด็กนี่ทีวีมันก็ไม่ได้มีกระจัดกระจายเหมือนเดี๋ยวนี้ หนังกลางแปลง ปีหนึ่งจะมีสักครั้งสองครั้ง ประกอบกับครอบครัวผมค่อนข้างจะยากจนเลยกว่าจะทำอะไรต้องรอให้ความฟรีมาเยือน เหมือนหนังกลางแปลงที่มาเมื่อไรนี่ผมจะมีความสุขไปหลายวันเลย แล้วทำให้ผมจำว่าหนังเรื่องที่มาฉายมีเรื่องอะไรบ้างแม้จะจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่เนื้อหาในเรื่องนี่จำไม่เคยลืม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นผมน้อยลง วิธีการที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือหาหนังสือมาอ่าน
ตั้งแต่เด็ก ตอนนอนตอนกลางคืน แม่เล่านิทานก่อนนอน
                ไปอยู่โรงเรียนอนุบาล ครูเล่าเรื่องก่อนนอนตอนบ่าย
                จนกระทั่งเริ่มอ่านหนังสือเป็น หนังสือเล่มแรกที่อ่านแล้วจินตนาการตามคือแบบเรียนภาษาไทย ที่มีมานี มานะ ปิติ สมคิด อ่านแล้วรู้สึกดีทุกครั้งเหมือนเขาเป็นเพื่อนของเรา (ตอนจบประถม 6 นี่ไม่อยากจบเลย เพราะจะไม่ได้อ่านแล้ว) จากนั้นมาก็เริ่มรักหนังสือ
            เคยมีคำพูดของคนดังของโลกคนหนึ่งบอกว่า ใครบอกว่าเวลาเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ลองอ่านหนังสือดู จะเห็นว่าเวลาอาจถอยหลัง หยุดนิ่ง หรือเดินไปข้างหน้าได้ผมไม่เคยเข้าใจคำพูดนี้จนกระทั่งได้อ่านหนังสือ แต่ปัญหาของการหาหนังสือมาอ่านระยะแรกคือไม่มีเงินจะซื้อ ผมก็เลยหาทางลัดโดยการไปคุ้ยขยะ ย้ำ! กองขยะจริง ๆ แต่จะมีกองหนังสืออยู่ ผมก็ไปค้นมาแล้วซื้อมา ราคาจะถูกมาก เพราะเขาขายเป็นกิโล จากวันนั้นจนถึงวันที่มีเงินซื้อหนังสือเอง ทุกวันนี้ผมเป็นคนที่เวลาจะไปไหนต้องมีหนังสือติดตัวไปด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังพอเจอหนังสือที่ถูกใจจะซื้อทันทีโดยไม่ลังเลเลย จากนั้นผมก็เป็นคนเสพหนังสือ (ขอใช้คำนี้เพราะฟังแล้วได้อารมณ์มาก ๆ เลย) ซึ่งปัจจุบันผมกล้าพูดได้เลยว่าผมเป็นคนนึงในอำเภอจอมทองที่มีหนังสือในบ้านมากเป็นลำดับแรก ๆ หนังสือเป็นทั้งผู้มีพระคุณ เพื่อน ฯลฯ และที่สำคัญความคิดของเราจะพัฒนาขึ้นก็เพราะหนังสือ