ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ อาจจะเป็นเพราะว่าเหมือนว่าครอบครัวผมค่อนข้างจะหาเช้ากินค่ำพ่อแม่ต้องทำงานตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กทีวีที่บ้านก็ไม่มี กว่าจะหาอะไรดูนี่ยากมาก และยิ่งกว่านั้นแล้วตอนเด็กนี่ทีวีมันก็ไม่ได้มีกระจัดกระจายเหมือนเดี๋ยวนี้ หนังกลางแปลง ปีหนึ่งจะมีสักครั้งสองครั้ง ประกอบกับครอบครัวผมค่อนข้างจะยากจนเลยกว่าจะทำอะไรต้องรอให้ความฟรีมาเยือน เหมือนหนังกลางแปลงที่มาเมื่อไรนี่ผมจะมีความสุขไปหลายวันเลย แล้วทำให้ผมจำว่าหนังเรื่องที่มาฉายมีเรื่องอะไรบ้างแม้จะจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่เนื้อหาในเรื่องนี่จำไม่เคยลืม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นผมน้อยลง วิธีการที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือหาหนังสือมาอ่านตั้งแต่เด็ก ตอนนอนตอนกลางคืน แม่เล่านิทานก่อนนอน
ไปอยู่โรงเรียนอนุบาล ครูเล่าเรื่องก่อนนอนตอนบ่าย
จนกระทั่งเริ่มอ่านหนังสือเป็น หนังสือเล่มแรกที่อ่านแล้วจินตนาการตามคือแบบเรียนภาษาไทย ที่มีมานี มานะ ปิติ สมคิด อ่านแล้วรู้สึกดีทุกครั้งเหมือนเขาเป็นเพื่อนของเรา (ตอนจบประถม 6 นี่ไม่อยากจบเลย เพราะจะไม่ได้อ่านแล้ว) จากนั้นมาก็เริ่มรักหนังสือ
เคยมีคำพูดของคนดังของโลกคนหนึ่งบอกว่า “ใครบอกว่าเวลาเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ลองอ่านหนังสือดู จะเห็นว่าเวลาอาจถอยหลัง หยุดนิ่ง หรือเดินไปข้างหน้าได้” ผมไม่เคยเข้าใจคำพูดนี้จนกระทั่งได้อ่านหนังสือ แต่ปัญหาของการหาหนังสือมาอ่านระยะแรกคือไม่มีเงินจะซื้อ ผมก็เลยหาทางลัดโดยการไปคุ้ยขยะ ย้ำ! กองขยะจริง ๆ แต่จะมีกองหนังสืออยู่ ผมก็ไปค้นมาแล้วซื้อมา ราคาจะถูกมาก เพราะเขาขายเป็นกิโล จากวันนั้นจนถึงวันที่มีเงินซื้อหนังสือเอง ทุกวันนี้ผมเป็นคนที่เวลาจะไปไหนต้องมีหนังสือติดตัวไปด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังพอเจอหนังสือที่ถูกใจจะซื้อทันทีโดยไม่ลังเลเลย จากนั้นผมก็เป็นคนเสพหนังสือ (ขอใช้คำนี้เพราะฟังแล้วได้อารมณ์มาก ๆ เลย) ซึ่งปัจจุบันผมกล้าพูดได้เลยว่าผมเป็นคนนึงในอำเภอจอมทองที่มีหนังสือในบ้านมากเป็นลำดับแรก ๆ หนังสือเป็นทั้งผู้มีพระคุณ เพื่อน ฯลฯ และที่สำคัญความคิดของเราจะพัฒนาขึ้นก็เพราะหนังสือ