วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยเรื่องของหนังสือ


ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ อาจจะเป็นเพราะว่าเหมือนว่าครอบครัวผมค่อนข้างจะหาเช้ากินค่ำพ่อแม่ต้องทำงานตลอดเวลา ตั้งแต่เด็กทีวีที่บ้านก็ไม่มี กว่าจะหาอะไรดูนี่ยากมาก และยิ่งกว่านั้นแล้วตอนเด็กนี่ทีวีมันก็ไม่ได้มีกระจัดกระจายเหมือนเดี๋ยวนี้ หนังกลางแปลง ปีหนึ่งจะมีสักครั้งสองครั้ง ประกอบกับครอบครัวผมค่อนข้างจะยากจนเลยกว่าจะทำอะไรต้องรอให้ความฟรีมาเยือน เหมือนหนังกลางแปลงที่มาเมื่อไรนี่ผมจะมีความสุขไปหลายวันเลย แล้วทำให้ผมจำว่าหนังเรื่องที่มาฉายมีเรื่องอะไรบ้างแม้จะจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่เนื้อหาในเรื่องนี่จำไม่เคยลืม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นผมน้อยลง วิธีการที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือหาหนังสือมาอ่าน
ตั้งแต่เด็ก ตอนนอนตอนกลางคืน แม่เล่านิทานก่อนนอน
                ไปอยู่โรงเรียนอนุบาล ครูเล่าเรื่องก่อนนอนตอนบ่าย
                จนกระทั่งเริ่มอ่านหนังสือเป็น หนังสือเล่มแรกที่อ่านแล้วจินตนาการตามคือแบบเรียนภาษาไทย ที่มีมานี มานะ ปิติ สมคิด อ่านแล้วรู้สึกดีทุกครั้งเหมือนเขาเป็นเพื่อนของเรา (ตอนจบประถม 6 นี่ไม่อยากจบเลย เพราะจะไม่ได้อ่านแล้ว) จากนั้นมาก็เริ่มรักหนังสือ
            เคยมีคำพูดของคนดังของโลกคนหนึ่งบอกว่า ใครบอกว่าเวลาเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ลองอ่านหนังสือดู จะเห็นว่าเวลาอาจถอยหลัง หยุดนิ่ง หรือเดินไปข้างหน้าได้ผมไม่เคยเข้าใจคำพูดนี้จนกระทั่งได้อ่านหนังสือ แต่ปัญหาของการหาหนังสือมาอ่านระยะแรกคือไม่มีเงินจะซื้อ ผมก็เลยหาทางลัดโดยการไปคุ้ยขยะ ย้ำ! กองขยะจริง ๆ แต่จะมีกองหนังสืออยู่ ผมก็ไปค้นมาแล้วซื้อมา ราคาจะถูกมาก เพราะเขาขายเป็นกิโล จากวันนั้นจนถึงวันที่มีเงินซื้อหนังสือเอง ทุกวันนี้ผมเป็นคนที่เวลาจะไปไหนต้องมีหนังสือติดตัวไปด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังพอเจอหนังสือที่ถูกใจจะซื้อทันทีโดยไม่ลังเลเลย จากนั้นผมก็เป็นคนเสพหนังสือ (ขอใช้คำนี้เพราะฟังแล้วได้อารมณ์มาก ๆ เลย) ซึ่งปัจจุบันผมกล้าพูดได้เลยว่าผมเป็นคนนึงในอำเภอจอมทองที่มีหนังสือในบ้านมากเป็นลำดับแรก ๆ หนังสือเป็นทั้งผู้มีพระคุณ เพื่อน ฯลฯ และที่สำคัญความคิดของเราจะพัฒนาขึ้นก็เพราะหนังสือ

10 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ31 มีนาคม 2554 เวลา 08:57

    ชอบอ่านหนังสือ ขอติดตามบลอกนี้นะค่ะ ครูบอย ^^

    ตอบลบ
  2. ครับผม บทความบทใหม่กำลังจะออกครับ

    ตอบลบ
  3. อาจารย์เป็นคนพูดเก่งและเขียนเก่งเขียนดีจิงๆๆ คับผม..ตัั้งแต่สอนที่โรงเรียนพร้าวแล้ว ผมคิดว่าอาจารย์ก้าวหน้าไปเยอะเลยคับ
    ผมคิดว่าบทความนี้อ่านแล้วเข้าใจง่ายคับ..อ่านแล้วจินตนาการเห็นภาพเลย
    เหมือนอย่างกับที่อาจารย์เคยสอนเด็กๆๆ แล้วมีข้อสอบให้แสดงความคิดเห็น
    ผมว่าอาจารย์อ่านหนังสือแล้วได้ประโยชน์จิงๆๆคับ ได้ประโยชน์ทั้งต่อตัวอาจารย์เอง ในการพัฒนาความคิดและความรู้ และในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อเด็กๆๆ ที่อาจารย์สอนด้วยคับ เพราะอาจารย์ได้ช่วยพัฒนาความรู้ ความคิด และจินตนาการของเด็กๆๆ ไปด้วยคับผม..ขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่งคับผม..^^

    ตอบลบ
  4. เก่งค่ะครู ... เขียนมาลงเรื่อยๆนะคะ หนูชอบ

    ตอบลบ
  5. เมื่อไหร่จะชอบอ่านหนังสือเหมือนบอยบ้างนะ ชอบบทความที่เขียนมากแล้วจะเข้ามาอ่านอีกนะคะ

    ตอบลบ
  6. ขอติดตามบลอกนี้นะค่ะ

    ตอบลบ
  7. เป็นการเขียนเล่าเรื่องที่น่าติดตามมากคะ อยากทราบว่าหนังสือแนวไหนค่ะที่คุณวิรัตน์ ตาละปินชอบ

    ตอบลบ
  8. อ๋อ ขอบคุณครับ ผมเริ่มจากการอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ จากนั้นก็อ่านเรื่อยมา โดยผมจะเข้าไปร้านหนังสือทุก ๆ เดือนซึ่งผมจะอ่านได้ทุกแนว แต่ผมว่าแนวที่ให้แง่คิดได้ดีคือแนวปรัชญาครับ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

    ตอบลบ
  9. ดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอ่านเลย ชอบฟังมากกว่า ตั้งแต่เด็กๆแล้ว^^ เมื่อสนใจเรื่องไหน มักให้ใครสักคนอ่านให้ฟัง หรือเล่าให้ฟัง เพราะรู้สึกว่ามันเข้าหัวและจำได้มากกว่า แต่เมื่อลองอ่านบล็อคที่คุณเล่ามา เลยรู้สึกว่าน่าจะลองอ่านอะไรบ้างแล้วนำมาแบ่งปันกันบ้างแล้วค่ะ ^^

    ตอบลบ
  10. ฟังหรืออ่านมันก็เป็นวิธีที่ได้มาซึ่งความรู้เช่นกันครับ เพราะการรับรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งพหูสูตร ผมยินดีครับว่าอย่างน้อยก็มีอีกคนที่พร้อมจะรับและจะแบ่งความรู้กัน

    ตอบลบ